วีเจ/คนไลฟ์ ต้องเสียภาษีไหม? เข้าใจภาษีรายได้จากไลฟ์ ฉบับเข้าใจง่าย (มีเดดไลน์ ก.ย.)
รายได้จากไลฟ์ ทั้งค่าจ้างสังกัด ของขวัญที่แปลงเป็นเงิน หรือรับพรีเซนเตอร์ ต้องยื่นภาษีไหม? รู้จักภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 กับยื่นทั้งปี ภ.ง.ด.90 แบบง่าย ๆ สำหรับวีเจ
พอไลฟ์ไปสักพักแล้วเริ่มมีรายได้เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างจากสังกัด ของขวัญที่แปลงเป็นเงิน หรือรับงานพรีเซนเตอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ คำถามที่น้อง ๆ วีเจหลายคนแอบกังวลคือ “แบบนี้ต้องเสียภาษีไหม” บางคนกลัวจนไม่กล้าถาม บางคนคิดว่ารายได้ออนไลน์ไม่ต้องยุ่งกับภาษี ซึ่งเข้าใจผิดนะ
เรื่องภาษีจริง ๆ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจหลักการพื้นฐานก็จัดการได้เอง บทความนี้ชวนมาทำความเข้าใจภาษีรายได้จากไลฟ์แบบง่าย ๆ ว่ารายได้แบบไหนต้องยื่น ยื่นตอนไหน และมีเดดไลน์อะไรที่ใกล้เข้ามาบ้าง
เกริ่นก่อนว่าบทความนี้เป็นความรู้เบื้องต้นให้พอเห็นภาพ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะเคส เพราะรายได้แต่ละคนต่างกัน ทางที่ชัวร์ที่สุดคือเช็กกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชีตามสถานการณ์ของตัวเอง
รายได้จากไลฟ์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องยื่น
หลักง่าย ๆ คือ ถ้าเรามีเงินเข้ากระเป๋าจากการทำงาน มันคือเงินได้ที่ต้องเอามารวมยื่นภาษี ไม่ว่าเงินนั้นจะมาจากช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม รายได้จากสายไลฟ์ที่เจอบ่อย ๆ เช่น
- ค่าจ้าง/ค่าตอบแทนจากสังกัด — ถ้าอยู่กับสังกัดแล้วได้ค่าตอบแทนประจำ
- ของขวัญในไลฟ์ที่แปลงเป็นเงิน — ของขวัญที่คนดูส่งให้ พอถอนออกมาเป็นเงินก็คือรายได้
- รับรีวิว/โชว์ตัว/พรีเซนเตอร์ — งานที่แบรนด์จ้างให้พูดถึงสินค้า
- ขายของระหว่างไลฟ์ — ถ้ามีการขายสินค้าด้วย
จากข้อมูลของสำนักงานบัญชีหลายเจ้า รายได้พวกนี้เข้าเงินได้คนละประเภทตามลักษณะงาน เช่น ค่ารีวิวหรือค่าโชว์ตัวมักถูกจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) ส่วนรายได้แนวทำเป็นธุรกิจ/อาชีพอิสระอย่างขายของหรือรับงานพรีเซนเตอร์ในนามตัวเอง มักเข้าเงินได้ประเภท 40(8) ซึ่งแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน
จุดที่ต้องระวังคือ “รายได้เราเข้าประเภทไหน” เพราะมันมีผลกับวิธีคำนวณและแบบที่ต้องยื่น ตรงนี้ถ้าไม่แน่ใจให้ถามสรรพากรหรือนักบัญชีตามเคสของเราเลย จะได้ไม่ต้องเดา
หักค่าใช้จ่ายได้ ไม่ได้เสียจากยอดเต็ม
ข่าวดีคือภาษีไม่ได้คิดจากเงินที่เข้ามาทั้งก้อน เราหักค่าใช้จ่ายออกก่อนได้ แล้วค่อยคำนวณภาษีจากส่วนที่เหลือ
สำหรับเงินได้ประเภท 40(8) แบบทำธุรกิจ กรมสรรพากรให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้สองแบบ คือหักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมาในอัตราที่กำหนด ตัวอย่างที่สำนักงานบัญชีอธิบายไว้ เช่น งานบางประเภทหักเหมาได้ 60% สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และ 40% สำหรับส่วนที่เกิน โดยรวมกันแล้วหักได้ไม่เกิน 600,000 บาท
ตัวเลขและอัตราพวกนี้ขึ้นกับประเภทเงินได้ของเราอีกที เพราะงั้นอย่าเพิ่งเอาไปคำนวณเป๊ะ ๆ ให้ใช้เป็นภาพรวมว่า “เราหักค่าใช้จ่ายได้นะ ไม่ได้เสียจากยอดเต็ม” แล้วไปเช็กอัตราที่ตรงกับเคสตัวเองอีกที ที่สำคัญคือ เก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายไว้ ทั้งสลิป ใบเสร็จ ยอดถอนจากแอป จะช่วยได้มากตอนยื่นจริง
เดดไลน์ที่ใกล้เข้ามา: ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94
อันนี้คือเรื่องที่อยากให้รู้ไว้เพราะเดดไลน์ใกล้แล้ว หลายคนรู้จักแต่การยื่นภาษีตอนต้นปี แต่จริง ๆ คนที่มีเงินได้บางประเภทต้องยื่น ภาษีครึ่งปี ด้วย ผ่านแบบที่เรียกว่า ภ.ง.ด.94
ตามข้อมูลของกรมสรรพากรและสำนักงานบัญชีหลายแห่ง สรุปหลัก ๆ ได้แบบนี้
- ใครต้องยื่น — คนที่มีเงินได้ประเภท 40(5) ถึง 40(8) (พวกเงินได้จากทรัพย์สิน ธุรกิจ วิชาชีพอิสระ รับเหมา และเงินได้อื่น ๆ) ถ้ารายได้ครึ่งปีแรกรวมกันเกิน 60,000 บาท (หรือ 120,000 บาทกรณีคู่สมรสรวมกัน) ก็เข้าเกณฑ์ต้องยื่น
- นับรายได้ช่วงไหน — เฉพาะรายได้ที่เข้ามาช่วงมกราคมถึงมิถุนายน
- ยื่นเมื่อไหร่ — ช่วง 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน ถ้ายื่นออนไลน์ผ่านเว็บสรรพากรจะได้เวลาเพิ่มอีกนิดถึงราวต้นเดือนตุลาคม
แปลว่าถ้ารายได้จากไลฟ์ของเราเข้าข่ายเงินได้ประเภท 40(8) และครึ่งปีแรกถึงเกณฑ์ อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ภายในกันยายนนี้ด้วยนะ ยื่นช้ากว่ากำหนดจะมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามมา เสียเวลาเสียเงินเปล่า ๆ
ส่วนใครที่รายได้เป็นค่าจ้างแบบลูกจ้างล้วน ๆ (เงินได้ประเภท 40(1) หรือ 40(2)) ปกติจะไม่เข้าแบบครึ่งปีนี้ ไปยื่นทีเดียวตอนต้นปีก็พอ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ารายได้ตัวเองนับเป็นแบบไหน เช็กกับสรรพากรก่อนดีที่สุด
ยื่นทั้งปี ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปี
นอกจากครึ่งปีแล้ว ตอนต้นปีถัดไปก็ต้องยื่นภาษีทั้งปีอีกรอบผ่านแบบ ภ.ง.ด.90 (สำหรับคนที่มีเงินได้หลายประเภทหรือไม่ได้เป็นเงินเดือนล้วน) โดยยื่นในช่วงมกราคมถึงมีนาคม รวมรายได้ทั้งปีมาคำนวณ
ใครที่ยื่นครึ่งปีไปแล้ว ไม่ได้แปลว่าเสียซ้ำสองรอบนะ เพราะภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีเอาไปหักออกได้ตอนคำนวณภาษีทั้งปี เหมือนจ่ายล่วงหน้าไปก่อนบางส่วน
ถ้ารายได้ถึงหลักล้าน อาจต้องจด VAT
อีกเรื่องที่ควรรู้ไว้เผื่ออนาคต ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย อันนี้เป็นคนละส่วนกับภาษีเงินได้ ส่วนใหญ่จะเจอกับคนที่ทำเป็นธุรกิจจริงจังหรือขายของควบคู่ไปกับไลฟ์ ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้นก็ยังไม่ต้องกังวล แต่รู้ไว้ก่อนก็ดี จะได้วางแผนถูก
จัดการภาษีให้เป็น = อาชีพวีเจมั่นคงขึ้น
หลายคนมองว่าภาษีเป็นเรื่องน่าปวดหัว แต่จริง ๆ การจัดการรายรับรายจ่ายกับยื่นภาษีให้ถูกต้อง มันคือส่วนหนึ่งของการทำให้ไลฟ์เป็นอาชีพที่มั่นคงและมีหลักฐานรายได้เป็นเรื่องเป็นราว วันหน้าถ้าจะกู้ซื้อของหรือทำอะไรที่ต้องใช้เอกสารการเงิน จะได้มีให้เขาดู
เริ่มจากง่าย ๆ ก่อน คือเปิดบัญชีแยกไว้รับเงินจากงานไลฟ์ เก็บสลิปกับยอดถอนทุกครั้ง จดไว้ว่าเดือนไหนได้เท่าไหร่ พอถึงเวลายื่นจะได้ไม่ต้องมานั่งไล่หา และถ้ารายได้เริ่มเยอะจนจัดการเองไม่ไหว จ้างนักบัญชีช่วยดูก็คุ้มค่าเวลา
เรื่องรายได้จากแพลตฟอร์มเราพูดตรง ๆ เสมอว่าไม่การันตีตัวเลข ขึ้นกับความสม่ำเสมอและนโยบายของแต่ละแอป แต่ไม่ว่าจะได้มากได้น้อย การจัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นคือนิสัยที่ดีของคนทำอาชีพนี้ ใครกำลังชั่งใจว่าจะไลฟ์เองหรืออยู่สังกัดดี ลองอ่าน อยู่สังกัดวีเจดีกว่าไลฟ์เองไหม ประกอบ เพราะการอยู่สังกัดก็มีส่วนช่วยเรื่องการดูแลและคำแนะนำหลาย ๆ อย่าง และถ้าอยากหางานออนไลน์แบบไม่โดนหลอก แวะอ่าน หางานออนไลน์ยังไงไม่ให้โดนหลอก ต่อได้
สรุป
รายได้จากไลฟ์ทุกทางถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมายื่นภาษี จะเข้าประเภทไหนและหักค่าใช้จ่ายได้แค่ไหนขึ้นกับลักษณะงานของเรา คนที่มีเงินได้ประเภท 40(5)-(8) และครึ่งปีถึงเกณฑ์อย่าลืมยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 ภายในกันยายน แล้วต้นปีค่อยยื่นทั้งปี ภ.ง.ด.90 อีกรอบ เก็บหลักฐานให้ครบ ไม่แน่ใจตรงไหนก็ถามสรรพากรหรือนักบัญชี เท่านี้เรื่องภาษีก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
อยากเริ่มเป็นวีเจแบบมีพี่ ๆ ทีมงานคอยดูแลและให้คำแนะนำเรื่องอาชีพ ทั้งการไลฟ์และการวางตัวให้เป็นอาชีพจริงจัง แวะมาทักทายกันได้ที่หน้า สมัครเป็น Live VJ หรือดูรายละเอียด สังกัดวีเจ ได้เลยนะ


